ไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์
เดือนตุลา 2516 – 2519

เกิดอะไรขึ้นตั้งแต่ก่อน 14 ตุลาคม 2516 ไปจนถึงหลัง 6 ตุลาคม 2519 ในหน้านี้จะเล่าไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาดังกล่าวโดยสรุป พร้อมสอดแทรกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับนิสิตจุฬาฯ

ช่วงก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา

หัวก้าวหน้าเริ่มเฟื่องฟู

ความอึดอัดกับสภาพสังคมในสมัยนั้น ประกอบกับความตระหนักถึงพลังของพวกตนในการเปลี่ยนแปลงสังคม ทำให้นิสิตนักศึกษาในสมัยนั้นนิยมตนไปในทางหัวก้าวหน้า กล้าตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ

แนวคิดหัวก้าวหน้านี้ในจุฬาฯ ส่งผลให้เกิดความพยายามเคลื่อนไหวต่อต้าน “โซตัส” มีการตั้งกลุ่ม “ฟื้นฟูโซตัสใหม่” ขึ้น จนสามารถทำให้โซตัสอ่อนแรงลง

จอมพลถนอมรัฐประหารตัวเอง

จอมพลถนอมนำคณะปฏิวัติยึดอำนาจจากรัฐบาลตนเอง ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ยกเลิกรัฐธรรมนูญ รัฐสภา และพรรคการเมือง ใช้ประกาศคณะปฏิวัติเป็นกฎหมายประเทศ

17 พฤศจิกายน 2514
29 เมษายน 2516

ชนวนเหตุการณ์ 14 ตุลา

เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบกบินกลับจากป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตกที่นครปฐม พบซากสัตว์ป่าจนกลายเป็นข่าวใหญ่ เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการใช้ทรัพย์สินราชการในทางมิชอบ คณะที่เข้าไปล่าสัตว์ครั้งนั้นเป็นทหาร นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ และบุคคลใกล้ชิดกับรัฐบาลประมาณ 60 คน

‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’

ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) และชมรมอนุรักษ์ของนักศึกษา 4 แห่ง ได้แก่ ชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ ม.เกษตรศาสตร์ กลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลุ่มอนุรักษ์ป่า ชมรมนิเวศวิทยา ม.มหิดล และกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ม.ธรรมศาสตร์ ออกมาเคลื่อนไหวเปิดโปงข้อเท็จจริง เรียกร้องให้ลงโทษผู้กระทำผิด นำไปสู่การตีพิมพ์เผยแพร่หนังสือ ‘บันทึกลับจากทุ่งใหญ่’ รวมถึงชมรมคนรุ่นใหม่ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ออกหนังสือ ‘มหาวิทยาลัยที่ไม่มีคำตอบ’ มีข้อความเสียดสีกรณีล่าสัตว์ที่ทุ่งใหญ่ฯ และการต่ออายุราชการจอมพลถนอมและจอมพลประภาส เป็นเหตุให้นักศึกษา 9 คน ถูกคัดชื่อออก

พฤษภาคม 2516
21-22 มิถุนายน 2516

เดินขบวนเรียกร้อง

นักศึกษาหลายสถาบัน นำโดย ศนท. เดินขบวนประท้วงจากทบวงมหาวิทยาลัยไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องให้คืนสภาพแก่นักศึกษารามคำแหง 9 คน ข้อเรียกร้องได้ขยายไปสู่ความต้องการให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญภายใน 6 เดือน


กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญแจกใบปลิว

กลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ 11 คนถูกจับขณะแจกใบปลิว ด้วยข้อหา ‘มั่วสุมชักชวนให้มีการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน’ ตามประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 4 โดยไม่ยอมให้เยี่ยมและห้ามประกัน

6 ตุลาคม 2516
7 ตุลาคม 2516

คัดค้านการจับกุม

ศนท. ออกแถลงการณ์คัดค้านการจับกุม ก้องเกียรติ คงคา นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ปีที่ 3 มหาวิทยาลัยรามคำแหง ถูกจับเพิ่ม และถูกตั้งข้อหาเช่นเดียวกับ 11 คนแรก ศนท. พยายามเจรจาขอให้ปล่อยผู้ถูกจับกุมทั้งหมด แต่ได้รับการปฏิเสธ ขณะที่องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) มีมติให้ศึกษาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับข้อหาของกลุ่มเรียกร้องรัฐธรรมนูญ

คอมมิวนิสต์แทรกแซง?

จอมพลประภาส จารุเสถียร ผู้บัญชาการทหารบกกล่าวว่า มีคอมมิวนิสต์จากต่างประเทศเข้ามาแทรกแซงการเคลื่อนไหวของนักศึกษา และ “เชื่อว่านิสิตนักศึกษาจะเสียไปราว 2 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนเป็นแสนคน จำต้องเสียสละเพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง”

8 ตุลาคม 2516
9 ตุลาคม 2516

เรียกร้องปล่อย 13 คนที่ถูกจับกุม

หนังสือพิมพ์ลงแถลงการณ์ประกาศงดสอบของ อมธ. ปรากฏธงดำครึ่งเสาเหนือยอดตึกโดม ทั่วมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยโปสเตอร์ประณามรัฐบาล ทางเข้าธรรมศาสตร์ด้านสนามหลวงมีผืนผ้าเขียนว่า ‘ธรรมศาสตร์ตายเสียแล้วหรือ’ นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ เดินทางมาร่วมชุมนุมที่ลานโพธิ์ อมธ. ทำหนังสือเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมทั้ง 13 คน โดยไม่มีเงื่อนไข โดยมีนักศึกษาทุกสถาบันร่วมลงชื่อ


การประท้วงขยายตัว

ศนท. รับช่วงงานในการต่อสู้จาก อมธ. นักเรียน นิสิตนักศึกษา ประชาชน เดินทางมาชุมนุมที่ลานโพธิ์คับคั่ง จนต้องย้ายสถานที่ไปสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์

10 ตุลาคม 2516
13 ตุลาคม 2516


สู่ท้องถนน

เที่ยงตรง ที่ชุมนุมยังไม่ได้การสื่อสารจากตัวแทนเจรจา เสกสรรค์ ประเสริฐกุล สั่งเคลื่อนขบวนมวลชนออกจากธรรมศาสตร์สู่ถนนราชดำเนิน ขบวนหยุดพัก ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในช่วงเย็น ก่อนเคลื่อนต่อไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า และวางแผนพักค้างคืนบริเวณข้างสวนจิตรลดาฯ เพื่ออาศัยเป็นหลังพิง เกิดปัญหาการสื่อสารระหว่างผู้คุมขบวนมวลชนและตัวแทน ศนท. ผู้เจรจากับรัฐบาล หลังเที่ยงคืนมีการพูดผ่านเครื่องขยายเสียงจากข้างทางระบุว่า เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้คุมขบวนมวลชนเป็นคอมมิวนิสต์หวังโค่นราชบัลลังก์


14 ตุลา

ตีสามเศษ ธีรยุทธ บุญมี ฝ่าฝูงชนเข้าไปหาเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่รถบัญชาการ แจ้งข่าวผลการเจรจาสำเร็จ ธีรยุทธพาเสกสรรค์ปรับความเข้าใจกับกรรมการ ศนท. และเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่วังสวนจิตรลดาฯ

14 ตุลาคม 2516


เกิดการปะทะ

ช่วงฟ้าสาง ระหว่างที่ผู้ชุมนุมกำลังสลายตัวหลังจากแกนนำชี้แจงผลการเจรจากับรัฐบาล กลับเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ เกิดการใช้กระบองและยิงแก๊สน้ำตาใส่ฝูงชน จากจุดปะทะเล็กๆ ลุกลามบานปลายไปอย่างรวดเร็ว กองกำลังติดอาวุธสงครามเคลื่อนออกมาประจันหน้ากับผู้ประท้วงตามจุดต่างๆ ใจกลางเมือง


สมเด็จ วิรุฬหผล เสียชีวิต

นายสมเด็จ วิรุฬหผล นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเขาถูกยิงทางด้านหลัง ทะลุอกและขาทั้งสองข้างจนเสียชีวิต ที่บริเวณกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านฟ้า ขณะมุ่งหน้าไปมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

จบเหตุการณ์

เกิดความขัดแย้งในกองทัพและชนชั้นนำ ส่งผลให้จอมพลถนอมตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีกระแสพระราชดำรัสขอให้ทุกฝ่ายระงับเหตุรุนแรง

ความคิดหัวก้าวหน้ากระแสสูง

เกิดกระแสความตื่นตัวทางการเมืองในหมู่นิสิตจุฬาฯ นำไปสู่ความร่วมมือจากทั้งนิสิตและอาจารย์รุ่นใหม่ในการหยุดยั้งมรดกอนุรักษ์นิยมอย่างระบบโซตัสได้

จิตวิญญาณขบถต่อค่านิยมเก่า ๆ ทำให้เกิดการยกเลิกประเพณีหรือกิจกรรมเก่าจำพวกงานรื่นเริงจำนวนมาก เช่น งานลีลาศ งานแสดงละครเวที การประกวดดาวจุฬาฯ การเลี้ยงโต้รุ่งปีใหม่ รวมถึงการประกวดนางนพมาศในงานลอยกระทง

ช่วง 14 ตุลาคม 2516 – 6 ตุลาคม 2519

นิสิตนักศึกษาเริ่มสนใจอุดมการณ์ฝ่ายซ้ายมากยิ่งขึ้น

องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้เริ่มจัดนิทรรศการ “จีนแดง” ซึ่งนิทรรศการนี้ทำให้เกิดความต้องการข้อมูลเกี่ยวกับประเทศจีนอย่างล้นหลาม (สังคมไทยก่อนหน้านี้ไม่เคยได้รับข้อมูลเกี่ยวกับจีนในสมัยคอมมิวนิสต์เลย อีกทั้งมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยมีการสอนเรื่องมาร์กซิสต์)

ตีพิมพ์จิตร ภูมิศักดิ์

ผลงานของปัญญาชนฝ่ายซ้ายถูกนำมาตีพิมพ์อย่างกว้างขวาง ผลงานของจิตร ภูมิศักดิ์ ถูกนำกลับมาตีพิมพ์อีกครั้งโดยสโมสรนิสิตจุฬาฯ ในปี 2517 ชื่อของจิตรในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์ของคนที่สมาธานลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นพวกแรก ๆ ได้หวนคือกลับมาสู่จุฬาฯ จนนำไปสู่การแสดงละครเรื่องจิตร ภูมิศักดิ์ขึ้นที่จุฬาฯ ในปีถัดมา

นิทรรศการสังคมนิยม

นิสิตคณะรัฐศาสตร์ ร่วมกันนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมจัดงานนิทรรศการ “นาวาว่าด้วยลัทธิสังคมนิยม” ซึ่งให้ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีมาร์กซิสต์

สภานิสิตหัวก้าวหน้า

เป็นผู้ให้อำนาจแก่นิสิตหัวขบถ สภานิสิตเข้าแทรกแซงการประท้องขับไล่คณบดีเภสัชศาสตร์ด้วยการรับรองความชอบธรรมในการประท้องของนิสิตที่ชุมนุม ส่งผลในสภามหาวิทยาลัยมีมติให้ รศ. ดร. วิเชียร จีรวงศ์ คณบดีพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ สร้างความตื่นตะลึกมากที่ผู้น้อยสามารถล่วงละเมิดสถานะอันทรงเกียรติของอาจารย์ผู้ใหญ่ได้

สภานิสิตเปิดให้มีการซักฟอกการทุจริตโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญตามข้อสังเกตของใบปลิวของกลุ่มนิสิตนิรนามที่ใช้ชื่อว่า “กลุ่มนิสิตจุฬาฯ”

นิสิตจุฬาฯ มีการประท้วงรัฐบาลเพื่อปกป้องประโยชน์ของประชาชนเป็นหลักอยู่เสมอ

ในปี 2518 มีกลุ่มนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ประมาณ 30 คน ร่วมกับศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาและประชาชนวางพวกหรีดประท้วงกรณีรัฐบาลเปิดให้บริษัทเอกชนต่างชาติลงทุนเหมืองแร่ มีการเคลื่อนไหวในเชิงนโยบายเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการขึ้นราคาข้าวและน้ำตาล

จุฬาฯ ขึ้นค่าเช่าพื้นที่ในชุมชน ทำให้เกิดการประท้วงบริเวณชุมชนสามย่าน – สวนหลวง

ในปี 2518 นิสิตจุฬาฯ ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกับชาวบ้านอย่างชัดเจน เป็นครั้งแรก ๆ ที่นิสิตจุฬาฯ เข้าขัดขวางผลประโยชน์ของจุฬาฯ โดยตรง แต่ก็ไม่ปรากฏผลว่าจุฬาฯ ตอบสนองอย่างไร

16 สิงหาคม 2519

ประภาสกลับเข้ามา

มีข่าวแจ้งว่าจอมพลประภาส จารุเสถียร หนึ่งในสามทรราชที่ถูกนักศึกษาประชาชนขับไล่ และหลบหนีออกนอกประเทศไปเมื่อเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เดินทางกลับเข้าประเทศแล้ว

ประท้วงประภาสกลับเข้าประเทศ

นักศึกษาจำนวนหนึ่งจัดขบวนแห่รูปวีรชน 14 ตุลา ไปที่ สน.ชนะสงคราม แจ้งข้อหาให้ตำรวจดำเนินคดีกับจอมพลประภาส

15.00 น. นักศึกษาชุมนุมที่ลานโพธิ์ แม้ว่ามหาวิทยาลัยจะมีคำสั่งห้ามแล้ว
17.00 น. ศนท.จัดชุมนุมที่สนามหลวง
22.00 น. นักศึกษาประชาชนประมาณหมื่นคน เคลื่อนขบวนจากสนามหลวงเข้ามายังสนามฟุตบอลธรรมศาสตร์ และมีการชุมนุมกันตลอดคืน

19 สิงหาคม 2519
22 สิงหาคม 2519

 จอมพลประภาสออกนอกประเทศ

 จอมพลประภาสเดินทางออกนอกประเทศ นักศึกษาประชาชนสลายตัว

ความพยายามเจรจาให้ถนอมเข้าประเทศ

บุตรสาวจอมพลถนอม 3 คนเข้าพบนายกรัฐมนตรีที่บ้านพักซอยเอกมัย เพื่อเจรจาขอให้จอมพลถนอมเข้ามาบวชและรักษาบิดา นายกฯ ขอนำเรื่องเข้าปรึกษา ครม.

29 สิงหาคม 2519
5 กันยายน 2519

ตกลงค้านไม่ให้ถนอมเข้าประเทศ

ในการประชุมตัวแทนของศูนย์นิสิตฯ และของกลุ่มนักเรียน นิสิตนักศึกษา และกรรมกร รวม 67 กลุ่ม ที่ตึกจักรพงษ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมงาน 14 ตุลา ได้ออกแถลงการณ์ร่วม สรุปว่าจะต่อต้านคัดค้านการ
กลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจร จนถึงที่สุด

ถนอมบวชเข้าไทย

จอมพลถนอม กิตติขจร บวชเณรจากสิงคโปร์ แล้วเดินทางถึงประเทศไทยเวลาประมาณ 10.00 น. แล้วเดินทางไปวัดบวรนิเวศฯ เพื่อบวชเป็นพระภิกษุ

19 กันยายน 2519
24 กันยายน 2519


พนักงานการไฟฟ้า 2 คนถูกสังหาร

นายวิชัย เกษศรีพงษา และนายชุมพร ทุมไมย พนักงานการไฟฟ้านครปฐม และเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ถูกซ้อมตายระหว่างออกติดโปสเตอร์ประท้วงต่อต้านพระถนอม และถูกนำศพไปแขวนคอที่ประตูทางเข้าที่จัดสรรบริเวณหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ ต.พระประโทน อ.เมือง จ.นครปฐม พบมีรอยมัดมือและรอยถูกรัดคอด้วยเชือกไนล่อน

ชุมนุมต้านพระถนอม

ศนท. และกลุ่มพลังต่างๆ นัดชุมนุมประท้วงพระถนอมที่สนามหลวง มีประชาชนมาร่วมชุมนุมประมาณสองหมื่นคน ระหว่างการชุมนุม มีผู้อ้างตัวว่ารักชาติมาตั้งเครื่องขยายเสียงกล่าวโจมตี ศนท.อย่างหยาบคาย จนตำรวจต้องไปขอร้องให้เลิกและกลับไปเสีย กลุ่มรักชาติพวกนี้จึงยอมกลับไป

29 กันยายน 2519
4 ตุลาคม 2519


ไม่เข้าสอบ – ดร.ป๋วยขอให้เลิกชุมนุม

ตอนเที่ยงมีการชุมนุมที่ลานโพธิ์ นักศึกษาธรรมศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่เข้าสอบ ดร.ป๋วย ให้นักศึกษาเลิกชุมนุมและเข้าห้องสอบแต่นักศึกษาไม่ยอม มีการอภิปรายและการแสดงละครเกี่ยวกับกรณีฆ่าแขวนคอพนักงานการไฟฟ้านครปฐม จัดโดยชุมนุมนาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

15.30 น. ศนท. และแนวร่วมต่อต้านเผด็จการฯ ชุมนุมประชาชนอีกครั้งที่สนามหลวง
17.30 น. มีการก่อกวนจากกลุ่มกระทิงแดง นักเรียนอาชีวะ และกลุ่มประชาชนรักชาติประมาณ 50 คน ติดเครื่องขยายเสียงพูดโจมตี ศนท.โดยนายสมศักดิ์ มาลาดี จนกระทั่งถูกตำรวจจับ (หลัง 6 ตุลา นายสมศักดิ์ได้ไปออกรายการที่สถานีวิทยุยานเกราะ)
กระทิงแดงสลายตัวเมื่อเวลาประมาณ 20.15 น.


มุ่งสู่ธรรมศาสตร์

นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เริ่มเคลื่อนขบวนมุ่งสู่ธรรมศาสตร์ มีการประกาศงดสอบทุกสถาบัน ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ที่ทำพร้อมกันทั่วประเทศ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ลงรูปกรณีเล่นละครของนักศึกษาที่ลานโพธิ์ มีรูป นักศึกษาที่แสดงละครถูกแขวนคอ ซึ่งเป็นการเสียดสีกรณีช่างไฟฟ้า 2 คน ถูกฆ่าแขวนคอที่นครปฐม ต่อมา สถานีวิทยุยานเกราะเปิดรายการพิเศษ กล่าวเน้นเป็นระยะว่า “เดี๋ยวนี้การชุมนุมที่ธรรมศาสตร์ไม่ใช่เป็นเรื่องต่อต้านพระถนอมแล้ว หากแต่เป็นเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ออกฉบับบ่าย มีเพียง 4 หน้า นำรูปละครแขวนคอมาเป็นเครื่องมือ และเสนอข่าวโหมปลุกระดมว่า นักศึกษาหมิ่นประบรมเดชานุภาพองค์สยามมกุฎราชกุมาร

5 ตุลาคม 2519
6 ตุลาคม 2519

05.30 น.

ระเบิด M79 ลูกแรก ถูกยิงมาจากฝ่ายตำรวจนอกมหาวิทยาลัย ตกกลางผู้ชุมนุมที่สนามฟุตบอล มีผู้เสียชีวิต 4 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

07.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิงเข้ามาในมหาวิทยาลัยอย่างหนัก จากด้านหน้าหอประชุมใหญ่ และพิพิธภัณฑ์สถาน ผู้ชุมนุมนับพันคน ต้องหนีเข้าไปหลบในอาคารรอบสนามฟุตบอล มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน


ราว 08.10 น.

พล.ต.ต.เสน่ห์ สิทธิพันธ์ บัญชาการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อาวุธครบมือเตรียมบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียงปืนดังรุนแรงตลอดเวลา ตำรวจประกาศให้นักศึกษายอมจำนน นักศึกษาหลายคนพยายามวิ่งออกมาข้างนอก จึงถูกประชาชนที่อยู่ภายนอกรุมประชาทัณฑ์


10.30 น.

หลังจากตำรวจบุกยึดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แล้ว นักศึกษาประชาชนถูกสั่งให้นอนคว่ำ แล้วควบคุมตัวไว้ทยอยลำเลียงขึ้นรถเมล์และรถสองแถวส่งไปขังตามสถานีตำรวจต่างๆ


นิสิตผู้สูญเสียชีวิต

ในเหตุการณ์ครั้งนี้มีนิสิตจุฬาฯ ที่หนีออกจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ทันและเสียชีวิตจำนวนมาก หลายคนมาจากชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และชมรมค่ายอาสาสมัครชาวไทยภูเขา หนึ่งในผู้เสียชีวิตที่สามารถยืนยันตัวตนได้คือ นายวิชิตชัย อมรกุล หรือ “เปี๊ยก” นิสิตจากคณะรัฐศาสตร์ ซึ่งมีภาพถ่ายศพของเขาถูกแขวนคอบริเวณสนามหลวง

ประท้วงในจุฬาฯ

นิสิตจุฬาฯ ประมาณ 3,000 คน ชุมนุมกันภายในบริเวณมหาวิทยาลัย นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ นายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ชี้แจงถึงเหตุการณ์จราจลที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
1. เรียกร้องให้นิสิตจุฬาฯ ออกชี้แจงกับประชาชนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
2. เรียกร้องให้รัฐบาลจัดการเรื่องที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด
3. ยืนยันว่าหากเกิดรัฐประหาร พวกตนจะต่อสู้ถึงที่สุด
4. ยืนหยัดในการขับพระถนอมออกนอกประเทศ

18.00 น.

พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ประกาศยึดอำนาจ โดยมีเหตุผลในการยึดอำนาจการปกครอง คือ “…คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินได้ประจักษ์แจ้งถึงภัยที่ได้เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ กล่าวคือ ได้มีกลุ่มบุคคลซึ่งประกอบด้วยนิสิตนักศึกษาบางกลุ่ม ได้กระทำการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยมีเจตจำนงทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนของคอมมิวนิสต์ที่จะเข้ายึดครองประเทศไทย เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการเข้าจับกุมก็ได้ต่อสู้ด้วยอาวุธร้ายแรงที่ใช้ในราชการสงคราม โดยร่วมมือกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ชาวเวียดนามต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก”

ลามถึงสามย่าน

พื้นที่ขอบการล้อมปราบขบวนการนิสิตนักศึกษาได้ลามมาถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทหารและขบวนการลูกเสือชาวบ้านบุกเข้ามายังตึกจักรพงศ์และศาลาพระเกี้ยวชั้นใต้ดินซึ่งเป็นที่ทำการของสโมสรนิสิต สภานิสิต และชมรมต่าง ๆ มีการยึดและเผาทำลายเอกสารขององค์กรนิสิตทั้งหมดตามประกาศของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน

หลังเหตุการณ์ 6 ตุลา

นิสิตนักศึกษาถูกจับและตั้งข้อหา

นิสิตนักศึกษาหลายชีวิตถูกจับและตั้งข้อหาต่าง ๆ ซึ่งในนั้นมีอย่างน้อย 2 แกนนำจากจุฬาฯ ได้แก่ สุธรรม แสงประทุม เลขาธิการ ศนท. และ สุรชาติ บำรุงสุข อุปนายกฝ่ายกิจการภายนอก สโมสรนิสิตจุฬาฯ ในขณะนั้น 

สโมสรนิสิตถูกยุบ

องค์การบริหารและสภานิสิตจุฬาฯ ถูกยุบถาวร (จนถูกฟื้นฟูอีกครั้งในปี พ.ศ.2523)

นอกจากนี้ในจุฬาฯ กิจกรรมของนิสิตที่ได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัยหลังจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มีแค่กิจกรรมกีฬาและศิลปวัฒนธรรมเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีให้กิจกรรมส่วนกลาง มีแต่กิจกรรมที่จัดพร้อมกันในนามของแต่ละคณะเท่านั้น

นิสิตนักศึกษาหลายคนเลือกหนีเข้าป่า

นิสิตนักศึกษาบางส่วนหนีเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
มีนิสิตจากจุฬาฯ อีก 3 คนที่สามารถยืนยันตัวตนได้ถูกสังหารในชนบทในฐานะผู้ก่อการปฏิวัติฝ่ายซ้าย

ที่มาภาพ: 14tula.com, doct6.com